• slide1
  • slide2
  • slide3
  • slide4
  • slide5
บทความข่าวสาร

การหล่อลื่น (Lubrication)



การหล่อลื่น

LUBRICATION

by H.G.WINTERSTEEN

 

1         วัตถุประสงค์ของการหล่อลื่น  การหล่อลื่นคือการบรรจุสารหล่อลื่นบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นในรูปของของเหลวหรือเป็นวัตถุ เช่น น้ำมัน จารบี หรือ กราไฟท์แทรกเข้าไประหว่างผิวหน้าที่สัมผัส หรือลดความฝืดและการสึกหรอ  แม้ว่าผิวจะมองดูเรียบลื่นจนเป็นมัน  ความจริงยังต้องมีส่วนที่ยื่นออก หรือ เป็นขอบเป็นหลุมอยู่ทั่วผิว  ผิวขรุขระเช่นนี้จะมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศ  ดังแสดงในรูป  ดังนั้นเมื่อวางให้ผิวทั้งสองสัมผัสกัน  แล้วให้ตัวหนึ่งตัวใดหรือทั้งสองตัวเคลื่อนที่เพื่อให้เกิดการไถลเสียดสีกัน  ขอบมุมเล็กๆของผิวสัมผัสก็จะขบกัน หรือตรงล็อกกัน ทำให้ส่วนที่นูนขึ้นสึกหรอออกไป  ซึ่งเป็นลักษณะของการขัดผิวโลหะ  และความต้านทานที่เกิดขึ้นในลักษณะการขัดผิวนี้ เรียกว่า  ความฝืด

2         การเคลื่อนที่ติดๆขัดๆ จากการที่ผิวไม่เรียบเช่นนี้  จะเกิดแรงต้านการเคลื่อนที่และต้องใช้แรงมากในการที่จะเริ่มต้นการเคลื่อน  เมื่อเติมสารหล่อลื่นเข้าไประหว่างผิวสัมผัส มันจะเข้าไปอยู่ในหลุมเล็กๆ  และสร้างเป็นฟิล์มบางๆ หรือเป็นผิวเคลือบโลหะอีกชั้นหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นตัวป้องกันไม่ให้โลหะสัมผัสโดยตรงนอกจากจุดที่นูนสูงขึ้นมามากๆ เท่านั้น  ผลที่ได้คือการสึกหรอต่ำ เพราะขอบมุมต่างๆถูกเฉื่อนไปน้อย และผลที่ตามมาคือ  มีความฝืดน้อย

ในรูปที่   1  เทียบได้กับแบริ่งผิว          ที่ทำงานเช่นเดียวกับพวกสลักกลอนหรือลูกสูบ  ที่เคลื่อนที่ขึ้นลงในกระบอกสูบ  ลักษณะการทำงานอย่างเดียวกันนี้แสดงในรูปที่  2  เมื่อบรรจุสารหล่อลื่นเข้าระหว่างผิวสัมผัสของโลหะ 2 ชิ้นของแบริ่งผิวราบ หรือแบริ่งวงกลมดังแสดงในรูปที่  3  ตามลำดับ  ของเหลวจะเปลี่ยนความฝืดจากแบบ  Dry  friction  เป็น  Fluid  friction  ซึ่งจำนวนความฝืดมีน้อยกว่า  นอกจากนั้น  การลดความฝืดให้ได้ผลมากขึ้น สารหล่อลื่นจะต้องมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ  การนำความร้อนออกไป  ดังนั้นส่วนที่เคลื่อนที่และแบริ่งก็จะอยู่ในช่วงอุณหภูมิทำงานอันปลอดภัย  ในเครื่อง  เผาไหม้ภายในทั่วๆไป  น้ำมันหล่อลื่นจะต้องป้องกันการรั่วของเชื่อเพลิงไม่ให้ผ่านลูกสูบหรือแหวนลูกสูบ การรั่วของเชื่อเพลิงผ่านแหวนลูกสูบเข้าไปในห้องเพลาข้อเหวียง เราเรียกว่า  blow by

3      ความฝืด ในเครื่องยนต์หรือกลไกอื่นๆที่ชิ้นส่วนหนึ่งเคลื่อนที่ไปบนอีกชิ้นส่วนหนึ่งนั้น ความต้านทานต่อ          

การเคลื่อนที่จะเกิดเป็นความฝืดขึ้นในส่วนที่เสียดสีกัน   จำเป็นต้องใช้กำลังงานเพื่อเอาชนะความฝืดซึ่งเป็นการสูญเสียกำลังโดยตรง  เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด  จำเป็นจะต้องการสูญเสียจากความฝืดให้ต่ำที่สุด  และโดยการเติมสารหล่อลื่นเข้าระหว่างผิวสัมผัส ก็จะลดความฝืดลงได้มาก  แม้ว่าจะไม่สามารถทำลายไปได้ทั้งหมด  ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการหล่อลื่นคือ  การหาสารหล่อลื่นที่จะจำกัดการสูญเสียเนื่องจากความฝืดให้มากที่สุด  อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องระลึกถึงความจริงที่ว่า  สารหล่อลื่นยังมีหน้าที่อื่นอีก  นอกเหนือจากการทำลายความฝืด  การเลือกสารหล่อลื่นเป็นภาระจำยอม  ขึ้นอยู่กับสภาพที่มันใช้ได

4     ความต้องการสารหล่อลื่น   การหล่อลื่นอย่างถูกต้องคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำงานและการบำรุงรักษา     

เครื่องจักรเครื่องมือที่เป็นกลไกเครื่องจักรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ทำงานโดยขาดสารหล่อลื่นไม่ได้  และจะมีอายุการใช้ยาวนานไม่ได้  ถ้าการหล่อลื่นไม่ดีพอ  คุณสมบัติที่ดีและเป็นที่ต้องการคือ  จับผิวได้ดีเพื่อป้องกันการสัมผัสกันโดยตรงของโลหะภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง   จับผิวได้ด้วยความหนืดต่ำที่สุด  ทนอุณหภูมิสูงได้โดยไม่เสื่อม  ยังเป็นของเหลวอยู่ได้   ที่อุณหภูมิต่ำสุด  มีจุดวาบไฟสูง   ไม่เกิดการออกชิเดชั่น  ไม่เกิดการสึกกร่อนกับผิวโลหะ   สามารถป้องกันการกัดกร่อนของผิวโลหะและสามารถลดความฝืดได้ต่ำสุด

5     ถ้าขาดการหล่อลื่น   ความฝืดจะทำให้เกิดความร้อนสูงผิวโลหะจะเป็นรอยถลอก  ขณะที่โลหะอ่อนๆที่ทำแบริ่งก็จะละลาย  ลูกสูบที่ไม่ได้รับการหล่อลื่นจะขยายตัวและเสียดสีกัน  กระบอกสูบจนเป็นรอย  หรือถ้าหล่อลื่นน้อยไปลูกสูบจะร้อนมากจนไหม้  และเกิดไอโลหะขึ้นไปจับที่วาล์ว   เมื่อมีการทำงานปกติการไหลเวียนของน้ำมันผ่านแบริ่งของเครื่องยนต์จะเป็นการนำความร้อนออกจากแบริ่งมากพอที่จะรักษาแบริ่งให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิทำงานที่ปลอดภัย  ในทำนองเดียวกัน  น้ำมันหล่อลื่นก็จะนำความร้อนออกจากลูกสูบและผนังกระบอกสูบ  ในขณะเดียวกันก็จะลดความฝืดของลูกสูบด้วย

ชนิดของสารหล่อลื่น

6     สารหล่อลื่นแบบเหลวและแบบแข็ง   ความต้องการสารหล่อลื่นที่เหมาะสม   สำหรับงานวิศวกรรมทั่วๆไปนั้นมีสารหล่อลื่นอยู่  3 ชนิด  คือ  เป็นของเหลว  ของแข็ง  และพลาสติก   สารหล่อลื่นแบบเหลวมีมากที่สุด  แม้ว่าแบบอื่นจะต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน   เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษที่จะทำให้มันเหมาะกับงานหล่อลื่นเฉพาะตัวสำหรับแต่ละงาน   สารหล่อลื่นแบบเหลวทั่วไปส่วนใหญ่  คือ  น้ำมันแร่  น้ำมันหนักและน้ำ  เนื่องจากน้ำมีการกัดกร่อนสูง  จึงใช้หล่อลื่นภายใต้ภาระพิเศษเท่านั้น   สารหล่อลื่นแบบของแข็ง  ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปจาระบี และกราไฟท์ คือ  ส่วนที่สำคัญที่สุดของสารหล่อลื่นแบบน้ำมัน

              สารหล่อลื่นแบ่งออกได้เป็น   3  กลุ่ม  คือ  สัตว์  พืช และแร่   ชื่อที่เรียกคือ  ฐานที่มาของมัน  ยังมีสารหล่อลื่นที่รวมเอาฐานหลายๆอย่างมารวมกันแล้วเรียกเป็นกลุ่มที่  4  คือ  แบบรวม

7      น้ำมันสัตว์    เป็นน้ำมันที่ได้มาจากไขของสัตว์หรือปลา    เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในเคยใช้น้ำมันจากปลาวาฬและปลาโลมา  โดยใช้ในส่วนละเอียดๆ  เช่น  หล่อลื่นเข้มและกลไกบางอย่างเช่น  เกบันทึก และ  Pyrometer  น้ำมันสัตว์อย่างอื่นที่เคยใช้แต่หายากได้แก่  น้ำมันปลาวาฬ  น้ำมันหมู  น้ำมันไข

8      น้ำมันพืช    ได้จากการจัดเมล็ดของผลไม้จำนวนมากๆ   แล้วใช้กรดกัดส่วนที่เหลือปนอยู่ในน้ำมันออก น้ำมันพืชได้มาจากเมล็ด Rapeseed   เมล็ดฝ้าย โอลีฟ มะพร้าว และ ระหุ่ง   เพื่อใช้งานบางประเภท

9      น้ำมันแร่    น้ำมันแร่ได้รับการกลั่นจากหินน้ำมัน และจากน้ำมันดิบที่หลือค้างจากการกลั่นเอาน้ำมันระเหยง่ายออกไปแล้วที่อุณหภูมิ   572 F   ส่วนของปิโตรเลียมที่เหลืออยู่เมื่อให้ความร้อนสูงกว่า  572  F   คือน้ำมันหล่อลื่น  น้ำมันเหล่านี้จะแบ่งระดับตามความถ่วงจำเพาะ  ความหนืด  และจุดวาบไฟหรือจุดเผาไหม้  สีของน้ำมันหล่อลื่นจากแร่ไม่ใช้เป็นตัวบอกถึงคุณค่าของความเป็นสารหล่อลื่นเสมอไป   สีเป็นเพียงตัวบอกปริมาณการกรองและการฟอกให้สะอาดระหว่างกระบวนการกลั่น  น้ำมันสีเข้มอาจจะดีกว่าน้ำมันสีอ่อน  ดังนั้นในการเลือกใช้น้ำมันแร่ไม่ควรเพ่งเล็งที่สีจนเกินไปนัก

10     คุณสมบัติของแร่ต่างจากน้ำมันสัตว์อย่างไร  พื้นฐานของน้ำมันแร่นั้น  แตกต่างจากน้ำมันพืชหรือสัตว์อยู่แล้วเมื่อให้ความร้อนกับน้ำมันแร่  มันจะสามารถกลั่นตัวได้โดยเปลี่ยนสถานะไปน้อยที่สุด  ตรงกันข้ามกับน้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์ที่ต้องเปลี่ยนสถานะแทนที่จะเกิดกาารกลั่นตัว  ดังนั้นเราจึงเรียกตัวมันว่า  Fixed  oil   (  น้ำมันหนัก  )  เพราะมันไม่สามารถกลั่นได้โดยไม่เปลี่ยนสถานะ

               น้ำมันแร่ประกอบด้วย  คาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นหลัก  นั่นคือ  ไฮโดรคาร์บอน   น้ำมันพืชและสัตว์จะมีอ๊อกชิเจนรวมอยู่กับคาร์บอนและไฮโดรเจน   ดังนั้นน้ำมันประเภทนี้จะมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง  คือ มีแนวโน้มที่จะรวมกับน้ำได้ง่ายกว่าน้ำมันแร่

11      นอกจากนั้นน้ำมันพืชและสัตว์ทุกชนิดจะรวมกับอ๊อกชิเจนในอากาศได้  ในปริมาณหนึ่ง   ความจริงข้อนี้จึงเป็นข้อเสียเปรียบของน้ำมันประเภทนี้ในแง่ของการใช้เป็นสารหล่อลื่นที่ไม่แพร่หลายนัก   การค่อยๆรวมกับอ๊อกชิเจนในอากาศ  (  Oxidation  )  ของน้ำมันประเภทนี้ในระหว่างการหล่อลื่น   จะทำให้เกิดกรดที่ผิวของโลหะแล้วเกิดหลุมและรอยสึกกร่อน   นอกจากนั้นการรวมกับอ๊อกชิเจนในอากาศ  ยังทำให้เกิดยางเหนียว  ที่จะเพิ่มความต้านทานต่อการเคลื่อนที่  และอาจจะทำให้ช่องทางน้ำมันตันได้  การที่ช่องทางน้ำมันอุดตันหรือเล็กลงนั้นจะทำให้แบริ่งขาดการหล่อลื่น เกิดความร้อนสูงและไหม้ไปในที่สุด

12     ข้อได้เปรียบของน้ำมันหล่อลื่นจากแร่   การที่น้ำมันจากพืชหรือสัตว์มีราคาแพงและมีแนวโน้มที่จะรวมกับอ๊อกชิเจนในอากาศได้ง่าย  เมื่อเทียบกับน้ำมันจากแร่  ประกอบกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และการปรับปรุงกระบวนการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นให้ดีขึ้นตลอดเวลา   เป็นปัจจัยที่ทำให้เห็นได้ว่า  น้ำมันแร่เป็นน้ำมันที่ได้รับการใช้งานมากขึ้น   แม้ว่าความจริงแล้ว  น้ำมันหล่อลื่นจากพืชหรือสัตว์  อาจจะเคลือบผิวโลหะได้ดีกว่าน้ำมันแร่  แต่ตรงกันข้าม  เนื่องจากว่าน้ำมันหล่อลื่นที่มาจากน้ำมันดิบจะมีราคาถูก ผสมกับน้ำได้ยากและไม่รวมตัวกับอ๊อกชิเจนในอากาศ   ทำให้การใช้สารหล่อลื่นในระบบหมุนเวียนหรือระบบสาดกระจายของเครื่องยนต์ยุคใหม่จึงเป็นการใช้น้ำมันหล่อลื่นจากแร่ที่มีคุณภาพสูง

13      ตามปกติน้ำมันแร่เป็นผลิตภัณท์ปิโตรเลียมที่มีคุณสมบัติพิเศษทางด้านความถ่วงจำเพาะ   คุณสมบัติเมื่อเย็นมาก  จุดติดไฟ  จุดวาวไฟและ  ความหนืดบางที่อาจจะมีเรื่องสีด้วยก็ได้   รายละเอียดเหล่านี้เป็นตัวบอกคุณสมบัติของน้ำมันเมื่อวัดในห้องแลบ  และใช้สำหรับโรงกลั่นเพื่อจัดคุณภาพของผลิตภัณท์ตามมาตรฐานของแต่ละยี่ห้อ   น้ำมันแร่อาจจะแยกได้เป็นน้ำมันสำหรับกระบอกไอน้ำ   สำหรับแบริ่ง (  ลูกปืน  )  และแบบพิเศษ  น้ำมันกระบอกสูบเป็นส่วนที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันดิบใช้สำหรับหล่อลื่นกลไกของวาล์วและกระบอกสูบของเครื่องยนต์ไอน้ำ  น้ำมันหล่อลื่นแบริ่งก็กลั่นจากน้ำมันดิบเช่นกันแต่กรองละเอียดกว่าน้ำมันหล่อลื่นกระบอกสูบ บางครั้งจะเป็นการกลั่นพิเศษจริงๆ  น้ำมันแบบพิเศษคือ  ผลิตภัณฑ์จากปิโตเลียมอย่างอื่นๆ  ปกติทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะงาน  เช่น  การหล่อลื่นกระบอกสูบของปั๊มลม

14       บางครั้งจะมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นแบบผสม  (  Blended  )  การผสม   (   Blending  )    คือการพยายามรวมปิโตรเลียม  2  ชนิดเข้าด้วยกันในระหว่างการผลิตสารหล่อลื่น  และต้องไม่สับสนคำว่าการรวม  (  Compounding  )   คือ  การเอาน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ปนกับน้ำมันปิโตรเลียมชนิดหนึ่งหรือหลายๆ  ชนิดเพื่อทำให้เป็นน้ำมันหล่อลื่นเกรดพิเศษ  การผสม  (  Blending  )  บางครั้งจะเป็นการคัดออกมาใหม่  เพื่อทำให้เหมาะสมกับงานบางชนิด  ขณะที่สารหล่อลื่นจะต้องให้คุณสมบัติครบถ้วนทั้งความหนืด  สี  ผ่านการทดสอบความเย็น จุดติดไฟ  หรือจุดวาบไฟเป็นต้น  น้ำมันแบบรวม   (  Compound   )     ปกติใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นกระบอกสูบไอน้ำโดยเฉพาะถ้าไอน้ำมีความชื้นรวมอยู่มาก   การผสมกับน้ำจะทำให้มันจับผิวอยู่ได้  น้ำมันหล่อลื่นกระบอกสูบไอน้ำเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน  จะมีน้ำมันหมูรวมอยู่ประมาณ  5 %  เพื่อให้รวมกับน้ำได้   แม้ว่าเมื่อใช้เครื่องไอน้ำแบบ  Superheat   ที่ไอน้ำอาจจะถึงจุดกลั่นตัวในระหว่างการทำงาน   และความชื้นจะสูงขึ้นในช่วงนี้

              ข้อเสียเปรียบของการใช้น้ำมัน  Compound   คือการรวมตัวกับน้ำนี้จะเกิดการเคลือบที่ผิวท่อคอนเดนเซอร์   ทำให้เกิดเป็นเยื่อกันความร้อน   ในกรณีที่ไอน้ำที่จะกลั่นตัวไหลกลับไปยังหม้อน้ำ   ทำให้ในหม้อน้ำเกิดฟองขึ้น   จึงต้องมีการเตรียมล่วงหน้า เพื่อสกัดเอาน้ำมันออกจากไอน้ำคายทุกจุด

 

สารหล่อลื่นแบบแข็งและกึ่งแข็ง

15      การใช้จาระบีสารหล่อลื่นกึ่งแข็งหรือจาระบี  จะใช้งานในที่ซึ่งตามเหตุผลของการออกแบบแล้ว   การใช้น้ำมันจะไม่ค่อยได้ผลหรืออาจจะพังเลยก็ได้   ดังนั้นการใช้งานโดยทั่วไป  จึงใช้กับลูกปืนที่รับแรงอัดสูงหมุนด้วยความเร็วต่ำและในที่ซึ่งสร้างฟิล์มน้ำมันเคลือบผิวได้ยาก  เช่นลูกปืนกลม

16      นิยามของจาระบี    จาระบีคือน้ำมันแร่ที่เหนียวข้นแล้วเป็นสิ่งประดิษฐ์    ที่สามารถเปลี่ยนสภาพได้  จาระบีเป็นสารหล่อลื่นประเภทกึ่งของเหลวหรือกึ่งแข็ง   มันเป็นการรวมตัวกันอย่างสนิทระหว่างน้ำมันหล่อลื่นจากแร่และสบู่   สบู่นั้นทำมาจากการทำน้ำมันพืชหรือสัตว์ให้เป็นสบู่ด้วยโซดา  โปแต้สหรือหินปูน  น้ำมันสัตว์จะเป็นน้ำมันจากม้า  ไขวัว  ไขแกะ  น้ำมันหมู  น้ำมันไขที่ไม่มีกรดอื่นๆ   ส่วนน้ำมันจากพืชมาจาก  น้ำมันเมล็ดฝ้าย  น้ำมันถั่วเหลือง  น้ำมันข้าวโพด  น้ำมันปาล์ม  น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งใช้มากที่สุด

17      คุณสมบัติของจาระบี   ความหนา( Thicknees )  ของจาระบี เป็นผลมาจากอัตราส่วนของของเหลวกับสบู่แข็งที่รวมกันจนเหนียวข้นแล้ว  คุณสมบัติการหล่อลื่นของจาระบีแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับ  ค่าการหล่อลื่นของน้ำมัน  ที่เป็นส่วนผสมนั้นมากแค่ไหน  และปกติจะไม่ได้ลดความฝืดในลูกปืนลงจนกว่าอุณหภูมิของลูกปืนจะสูงพอที่จะละลายสบู่แล้วปล่อยน้ำมันออกจากจาระบี  ดังนั้นสบู่จะเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ถ้าต้องการคุณสมบัติในการหล่อลื่นของจาระบีมากกว่า  

    ในเมื่อจาระบีจะต้องละลายก่อนจึงจะได้สารหล่อลื่น  เราจึงต้องเลือกจาระบีที่ละลายได้ที่อุณหภูมิต่ำจึงจะรักษาลูกปืน จากความเสียหายได้  อุณหภูมิที่จาระบีจะละลาย  ขึ้นอยู่กับจำนวนสบู่และชนิดของสบู่ที่ผสมในจาระบี  จุดวาบไฟและจุดติดไฟของจาระบีปกติก็ขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่เป็นน้ำมันเช่นเดียวกัน

18       ทั้งจาระบีและน้ำมันที่ผสมด้วยตะกั่วขาวใช้มากที่สุด  ในส่วนที่อุณหภูมิรอบๆลูกปืนสูงมากหรือต่ำมาก  เมื่ออากาศรอบๆ  มีอุณหภูมิสูง  จาระบีที่เหมาะจะใช้กับลูกปืนจะต้องมีจุดละลายตัวสูง กว่าอากาศเล็กน้อย  ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลูกปืนร้อนเกิดไปก่อนที่จาระบีจะเริ่มละลาย  ในทางตรงข้าม  ถ้าใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว  มันควรจะเริ่มติดไฟที่อุณหภูมิ  สูงกว่าอุณหภูมิอากาศไม่ต่ำกว่า    100  องศา  ถ้าลูกปืนอยู่ในที่เย็นจัด จะต้องใช้จาระบีหรือน้ำมันที่ไม่แข็งตัวที่อุณหภูมินั้น  บางครั้งจะมีการผสมของแข็งเช่น  กราไฟท์หรือหินสบู่เข้ากับจาระบีเพื่อทำให้เหนียวขึ้น  กราไฟท์ยังเพิ่มการหล่อลื่นของจาระบีหรือน้ำมันได้ด้วย  แต่ก็ไม่ใช้มากจนเกิดเป็นโคลนหรืออุดตันลูกปืน  กราไฟท์จะทำให้ผิวลูกปืนเรียบลื่นขึ้นโดยการอุดผิวที่เป็นหลุม  ลดได้ทั้งความฝืดและการสึกหรอ  ตัวเติมอื่นๆที่ใช้ในการผลิตของจาระบี   บางครั้งจะเป็นยางสน  น้ำมันสน  แร่แป้ง ขี้ผึ้ง  ผงไมก้า กำมะถัน  ดินเหนียวและแอสเบสตอส

19       ชนิดของจาระบี   จาระบีเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน   นอกจากจาระบีชนิดพิเศษแล้ว  แบงออกได้หลายชนิดคือ   Cup  grease    fiber  หรือ  Sponge  grease   Cold  set  rosin   หรือจาระบีเพลา  จาระบีเครื่องของรถไฟ  และจาระบี  Double  composition   จาระบีแบบ  Cup  และ  Sponge   เป็นจาระบีที่รู้กันในชื่อว่า  hot set  grease เพลา  การผลิต